สุขภาพดีด้วยผัก ผลไม้ใกล้ตัว

18 April 2010


ในขณะที่กระแสอาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาแรงในไทย จนทำให้เราลืมไปว่าเมืองไทยของเรานั้น อุดมสมบูรณ์ด้วยผัก ผลไม้หลากหลายชนิด ที่นอกจากจะให้ความอร่อยแล้ว ยังให้สารอาหารที่หลากหลาย ซึ่งช่วยดูแลสุขภาพและป้องกันโรคได้เป็นอย่างดี ในจำนวนนี้มีกล้วย แอปเปิล ถั่วเหลือง มะเขือเทศ ซึ่งราคาถูกหาซื้อได้ทั่วไปกินง่ายไม่ยุ่งยาก แถมด้วยคุณประโยชน์มหาศาล

กล้วย : อาหารบดมื้อแรกของชีวิต
สถาบันการแพทย์แผนไทยรายงานว่า กล้วยเป็นผลไม้ที่หลายคนเคยกินมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่ที่นิยมมากที่สุดคือ กล้วยหอม กล้วยสุก 1 ใบ มีคาร์โบไฮเดรตถึง 22% จึงเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตสำคัญ ฉะนั้นการกินกล้วยแทนอาหารเย็นเพื่อลดความอ้วน ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะคาร์โบไฮเดรตส่วนใหญ่อยู่ในรูปของน้ำตาล ซึ่งเป็นสาเหตุของความอ้วนอย่างหนึ่ง
กล้วยยังอุดมไปด้วยเกลือแร่ คือ เป็นแหล่งวิตามินเอ บี และซี กล้วยเป็นผลไม้ที่คนทั่วไปนิยมรับประทาน แต่กลับไม่ค่อยมีใครศึกษาถึงประโยชน์ทางยาของกล้วยมากนัก อย่างไรก็ตาม พบว่าชาวอินเดียใช้แป้งจากกล้วยบางชนิดทำ “จาปาตี” ซึ่งเป็นโรตีจืด มีสรรพคุณลดอาการท้องอืดหรือธาตุพิการ และยังใช้แป้งจากกล้วยผสมนมสด ใช้เป็นอาหารที่ย่อยง่ายในผู้ป่วยกระเพาะอักเสบได้เป็นอย่างดี
เมื่อพ.ศ.2473 นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเนื้อกล้วยสามารถทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เหลือกรดไม่มากพอที่จะทำให้เกิดอาการปวด แต่นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ กลับพบสารสำคัญในกล้วยที่สามารถยับยั้งการหลั่งของกรดในกระเพาะได้ จึงช่วยลดการกำเริบของแผลในกระเพาะ พบอีกว่าหลังจากให้หนูทดลองกินกล้วยไประยะหนึ่ง ผนังกระเพาะของหนูหนาขึ้นถึง 20% และยังทนต่อยาแอสไพรินซึ่งมีฤทธิ์กัดกระเพาะ
นอกจากนี้ ในกล้วยดิบจะมีสารแทนนิน ที่สามารถรักษาอาการท้องเดินชนิดไม่รุนแรงได้ ขณะเดียวกันเราก็ใช้กล้วยสุกเป็นยาระบาย เนื่องจากกล้วยสุกมีเพคตินสูงช่วยให้ถ่ายคล่อง

ถั่วเหลือง : อาหารเพื่อหญิงวัยทอง
นักวิจัยหลายคนเชื่อว่า ส่วนประกอบสำคัญที่สุดของถั่วเหลืองคือ กลุ่มของสารอาหาร ไอโซฟลาโวน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสารฟลาโวนอยด์ที่พบในพืช ซึงทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตของพืช และปกป้องพืชจากความกดดันและรังสีอุลตราไวโอเล็ต แต่ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบที่เกิดจากการหมดรอบเดือน ป้องกันโรคกระดูกพรุน มะเร็งเต้านม โรคหัวใจ จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งแก่เพศหญิง
สารเจนิสทีนซึ่งพบในไอโซฟลาโวนของถั่วเหลือง มีคุณสมบัติคล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนอ่อนๆ ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง จึงทำให้เกิดสมดุลทางชีวภาพของหญิงวัยทอง รวมทั้งช่วยส่งเสริมประโยชน์บางอย่างของเอสโตรเจนด้วย เช่น เพิ่มความหนาแน่นของกระดูก จึงป้องกันโรคกระดูกพรุน ขณะเดียวกัน สานไอโซฟลาโวนจะไปยับยั้งฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีฤทธิ์แรงกว่า ไม่ให้ไปเกาะที่เซลล์และกระตุ้นให้เกิดเซลล์มะเร็ง
ถั่วเหลืองไม่ได้ให้ประโยช์แก่ผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว แต่มีการศึกษาหลายครั้งที่แสดงให้เห็นว่า สารเจนิสทีนยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก ที่เกิดจากฮอร์โมนเพศชาย จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งที่ต่อมลูกหมากในชายด้วย โดยชายญี่ปุ่นกินถั่วเหลืองมากกว่าชายตะวันตกมาก และระดับของสารไอโซฟลาโวนในเลือดชายญี่ปุ่น สูงกว่าชายชาวตะวันตก 110 เท่า จึงมีความเสี่ยงต่อการมีชีวิตด้วยโรคมะเร็งที่ต่อมลูกหมากต่ำ
มะเขือเทศ : เพศชายอย่ามองข้าม
ดร.เอ็ดเวิร์ด จิดอวานนุซซี ได้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากกับผู้ชาย 47,000 คน พบว่าคนที่กินผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ อาทิ ซอสมะเขือเทศ อาทิตย์ละสองมื้อ มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งลดลงร้อยละ 24-36 เนื่องจากสารสีแดงในมะเขือเทศประกอบด้วย ไลโคเพนมีสรรพคุณช่วยปกป้องเซลล์ของร่างกายจากความเสียหายจากสารอนุมูลอิสระ ที่เป็นตัวการก่อให้เกิดมะเร็ง จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
ประโยชน์ของมะเขือเทศในการป้องกันมะเร็งนั้น ถ้าจะให้ได้ผลดีควรนำมาทำเป็นอาหารก่อน และที่นิยมกันมากก็คือ ซอสมะเขือเทศ เพราะการนำมะเขือมาทำอาหารจะช่วยทำลายผนังเซลล์ของผลไม้ และช่วยให้ร่างกายดูดซับไลโคเพนได้มากขึ้น
แอปเปิล : ลดไขมัน/บำรุงเหงือกฟัน
แอปเปิลมีอย่างน้อย 25,000 ชนิด ตั้งแต่สีเหลือง สีเขียว สีแดง และรสชาติมีทั้งฝาดและหวานให้เลือกได้ตามแต่ความชอบของแต่ละคน ในแอปเปิล 1 ผลประกอบด้วยสารอาหารหลากหลายอย่าง ทั้งวิตามินบี, ซี, แคลเซียม, แมกนีเซียม, ฟอสฟอรัส และยังเป็นแหล่งโปแตสเซียมที่ดีอีกด้วย กากใยอาหารจากผลไม้ชนิดนี้ มีทั้งที่ละลายและไม่ละลายน้ำ ทำให้การย่อยอาหารและการดูดซึมน้ำตาลในผลไม้เป็นไปอย่างช้าๆ
แอปเปิลให้คาร์โบไฮเดรต 80-100 แคลอรี ไม่มีคลอเลสเตอรอล มีไขมันเล็กน้อย จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาคลอเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอลในเลือดสูง ผู้ป่วยเบาหวาน การกินแอปเปิลทันทีหลังมื้อเที่ยง จะทำให้สุขภาพฟันแข็งแรง ช่วยทำความสะอาดเศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟัน และการเคี้ยวจะช่วยนวดเหงือกด้วย โดยโรงพยาบาลพระรามเก้าส่งเสริมให้ประชาชนกินแอปเปิลวันละ 1 ผลเป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดี และห่างไกลโรงพยาบาล
เพียงแค่คุณเลือกกินผัก ผลไม้ให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ที่ทำร้ายร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ขนมหวาน เหล้า บุหรี่ กาแฟ คุณจะมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บ โดยไม่ต้องสูญเงินไปกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีราคาแพง แต่ให้ประโยชน์นิดเดียว แถมยังเสียดุลการค้าให้ต่างชาติอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : กรุงเทพธุรกิจ

ใครชอบกินแกงเหลือง แกงเลียง แกงป่า แกงส้ม

1 March 2010


ถ้าโครชอบกิน แกงเหลือง แกงเลียง แกงป่า แกงส้ม (ของดี…ราคาถูก)
ขอแสดงความยินดีด้วยคับ…คุณมีโอกาสเป็นมะเร็งน้อยมาก…

แกงเหลือง

นักวิชาการโลกฟันธงแล้ว ชนิดอาหารก่อมะเร็ง
บริโภค ‘แกงเลียง’ ‘แกงเหลือง’ ต้านโรคได้

โรค ภัยที่คร่าชีวิตประชากรทั่วโลกมาเป็นอันดับหนึ่งนั้นคือโรคหัวใจและหลอด เลือด โรคมะเร็งตามมาอยู่อันดับสอง หลายสิบปีมาแล้วที่วงการแพทย์ทั่วโลกพยายามหาสาเหตุของโรคมะเร็งแต่ละอวัยวะ เพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไข เพื่อสรุปให้ได้ข้อชัดเจนเสียทีว่าการบริโภคหรือระบบโภชนาการของมนุษย์โลก เป็นสาเหตุของมะเร็งแต่ละชนิดได้แค่ไหน ล่าสุดหน่วยงาน เวิลด์ แคนเซอร์ รีเสิร์ช ฟัน (World Cancer Research Fund) ร่วมกับ อเมริกัน อินสติติว ฟอร์ แคนเซอร์ รีเสิร์ช (American Institue for Cancer Research) ได้ตัดสินและสรุปงานวิจัยกว่า 7,000 เรื่องที่ศึกษาวิจัยความสัมพันธ์ของอาหาร การออกกำลังกาย ภาวะน้ำหนักเกิน และความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง โดยผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก

ชนิพรรณ บุตรยี่ นักวิชาการจากสถาบัน โภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำงานวิจัยนี้มาบรรยายในงานประชุมเรื่อง “ความท้าทายทางพิษวิทยาในศตวรรษที่ 21” ว่า งานวิจัยใช้ระยะเวลาสรุปผล 5 ปี โดยนำงานวิจัยขนาดใหญ่ที่ใช้กลุ่มตัวอย่างมากสุด ถึง 100,000 คน และบางชิ้นมีการเก็บข้อมูลนานนับ 10 ปี ใช้เงินทำวิจัยมหาศาล จึงจัดเป็นงานวิจัยที่น่าเชื่อถือและยึดเป็นข้อมูลทางวิชาการได้ ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่แน่ชัดแล้ว โดยเน้นเรื่องการกินและการออกกำลังกายเป็นหลัก แบ่งเป็น 3 ระดับ

ข้อสรุปลำดับแรก
เป็นข้อบ่งชี้ที่แน่นอน เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอาหาร วิถีชีวิต การออกกำลังกาย สิ่งแวดล้อม โดยพบว่าการ ดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ทั้งวัยหมดประจำเดือนและก่อนมีประจำเดือน มะเร็งช่องปาก คอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (เฉพาะผู้ชาย) มีไขมันในร่างกายเกินจากค่าดัชนีมวลกายหลังจากอายุ 21 ปีไปแล้ว เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม หลังหมดประจำเดือน มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งไต และเนื้อเยื่อบุมดลูก นอกจากระดับไขมันที่เป็นส่วนเกินแล้วยังแยกย่อยออกมาอีกว่า คนที่อ้วนลงพุง มีความเสี่ยงสูงต่อมะเร็งลำไส้และทวารหนัก

สำหรับอาหารที่คลางแคลงใจกันมานานพวกเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ในงานวิจัยนี้ฟันธงออกมาอย่างแน่ชัดแล้วว่าการ บริโภคเนื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว แกะ แพะ ในปริมาณที่สูงเกิน จะก่อมะเร็งลำไส้ มีคำแนะนำให้บริโภคเพียงสัปดาห์ละ ครึ่งกิโลกรัม ควร หันมาบริโภคเนื้อสีขาว อย่างเนื้อไก่ หมู หรือปลา รวมทั้งเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอก แฮม เบคอน อาหารเหล่านี้ต้อง รมควัน บางครั้งต้อง ปรุงรส ใช้เคมีเพื่อให้สี รสชาติและมวลของอาหารอยู่ครบ เป็นอาหาร ที่กินแล้วก่อมะเร็งเช่นกัน ที่น่าตกใจพบว่าการ บริโภคเบต้าแคโรทีน ในรูปแบบอาหารเสริม จะเร่งให้เกิดมะเร็ง แต่ เบต้าแคโรทีนจะให้ผลต่อร่างกายสูงสุดเมื่อ บริโภคผักผลไม้สด ๆ ที่มีสารเหล่านี้ ประเภทผลไม้สีเหลือง เช่น มะละกอ มะม่วง แครอท

ขณะเดียวกันเมื่อมนุษย์ขึ้นสู่วัยหนุ่มสาวออก กำลังกายแบบแอโรบิก ที่ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดอย่างสม่ำเสมอวันละ 30 นาที จนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ จะช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งเต้านม (โดยเฉพาะหญิงวัยหมดประจำเดือน) และมะเร็งเนื้อเยื่อบุมดลูก นอกจากนี้ผลวิจัยเป็นที่แน่นอนแล้วว่า แม่ควรให้นมลูกและเด็กทารกควรที่จะได้รับน้ำนมแม่ สามารถ ลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมทั้งก่อนและหลังหมดประจำเดือน ทั้งนี้ควรให้นมแม่อย่างเดียวตั้งแต่แรกคลอดจนถึง 6 เดือนโดยไม่มีการให้อาหาร หรือเครื่องดื่มใด ๆ เลย รวมทั้งน้ำด้วย

ต่อมาข้อสรุปลำดับที่ 2
เรียกว่า เป็นที่แน่นอนบ่งชัดเจน หากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ในข้อนี้ 80 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ในข้อแรกเชื่อได้ 90 เปอร์ เซ็นต์ ในข้อนี้เน้นหนักด้านอาหาร พบว่าการบริโภคผักใบ ลดความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งช่องปากคอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร ผัก กลุ่มหอมป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร การบริโภคผลไม้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด ช่องปาก คอหอย กล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร

ลำดับที่ 3
ลด หลั่นเป็นเปอร์เซ็นต์ลงมาภายใต้เงื่อนไขเดียวกันคือความสัมพันธ์ของอาหาร วิถีชีวิต ในข้อนี้เรียกว่ามีความเป็นไปได้พบว่าการบริโภคอาหารที่มีไลโคปีน ซึ่งมีมากในมะเขือเทศ ลดความเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมาก

นักวิชาการ คนเดิมจากสถาบันโภชนาการ ม.มหดิล บอกอีกว่า แม้สารไลโคปีนจะมีมากในมะเขือเทศ แต่ถ้าไม่ทำให้มะเขือป่นละเอียด บริโภคไปร่างกายก็ไม่ได้รับสารไลโคปีนอยู่ดี ดังนั้นการบริโภคมะเขือเทศสด แบบชิ้น ๆ กับการบริโภคซอสมะเขือเทศอย่างหลังได้รับ ไลโคปีนมากกว่า นอกจากในงานวิจัยเรื่องการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อป้องกันมะเร็ง นักวิชาการทั่วโลกแนะนำว่าไม่ควรบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อป้องกัน มะเร็ง เว้นแต่เจ็บป่วยหรือมีภาวะขาดสารอาหารบางอย่าง

ปัจจุบัน พฤติกรรมการกินอาหารของคนไทยเปลี่ยนไปโดยเฉพาะกลุ่มเด็กและคนวัยหนุ่มสาว บริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้น ที่เห็นได้ชัดจากวัฒน ธรรมการกินอาหารบุฟเฟ่ต์ ร้านเนื้อย่างหมูกระทะต่าง ๆ สอดคล้องกับงานวิจัยนี้ ข้อแนะนำของการกินเพื่อต้านมะเร็งในแบบไทย ซึ่งแม้งานวิจัยยังไม่ได้ถูกเลือกจากนักวิชาการ เพราะเป็นงานวิจัยขนาดเล็ก ตามอัตภาพของทุนที่มี แต่น่าชื่อถือและนำไปใช้ได้

ในงานประชุมดัง กล่าวข้างต้น ดร.สมศรี เจริญเกียรติกุล นักวิชาการจากสถาบันเดียวกัน ได้เผยแพร่ผลการศึกษาเรื่อง “ศักยภาพต้านมะเร็งของตำรับอาหารไทย”

ดร.สมศรี กล่าวว่า ได้ศึกษาเรื่องนำสมุนไพรต่างชนิดมาทำเป็นน้ำพริกแกงต่าง ๆ ได้ทดลองสารสกัดของน้ำพริกแกง 4 ชนิด ได้แก่
- น้ำพริกแกงป่า
- แกงเลียง
- แกงส้ม
- แกงเหลือง และ
- น้ำต้มยำ
นำมาเลี้ยงเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว พบว่า น้ำแกงป่า น้ำแกงเลียง และน้ำแกงส้มมีศักยภาพให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์อื่นในร่างกาย ได้มากถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่แกงเหลืองทำให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีก 15 เท่าเมื่อเทียบกัน ดีกว่าการใช้ยาถึง 2 เท่า สมุนไพรสำคัญในเครื่องแกง น่าจะมาจากกระเทียมและพริกรวมทั้งสมุนไพรอื่นๆ

จาก งานวิจัยนี้สรุปได้ว่าการบริโภค อาหารที่เป็นสำรับแบบไทย อาทิ แกงเลียงกุ้งสด ห่อหมกใบยอ ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ข้าวสวย หรือ สำรับ ข้าวเหนียว ส้มตำใส่ แครอท ไก่ทอดสมุนไพร ต้มยำ จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็ง
สอดรับกับงานวิจัยระดับโลกที่ว่าอาหารการกินเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนห่างไกลมะเร็งได้อยู่

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : Forward mail