ทลายกำแพงปัญหาลูกน้อยเข้าโรงเรียน
โดย ทั่วไปพัฒนาการตามวัยของเด็กช่วงวัย 8 เดือนถึงประมาณอายุ 3 ปี จะเกิดความวิตกกังวลจากการพลัดพรากจากคนที่รัก ปัญหาไม่ยอมไปโรงเรียนจึงเกิดได้ เมื่อเขารู้ตัวว่าต้องพรากจากผู้ที่เขาไว้ ใจ คือ คุณพ่อคุณแม่ คนใกล้ชิดที่บ้าน แล้วไปใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนแปลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งก็คือ ครู และเพื่อน ๆ การไปโรงเรียนครั้งแรกของเด็กทุกคน คือการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในชีวิตเขา
โดย ทั่วไปเด็ก ๆ จะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ภายใน 2-4 สัปดาห์ แต่เราต้องอย่าลืมว่า เด็กแต่ละคนอาจมีความพร้อมทางทักษะแต่ละด้านไม่เท่ากัน เช่น เด็ก 3 ปี บางคนยังกินข้าวเองไม่ได้ เพราะอยู่ที่บ้านพี่เลี้ยงคอยป้อนให้ตลอด หรือเด็กไม่เคยรู้จักการรอคอย หรือการแบ่งปัน เพราะเป็นลูกคนเดียว หรือเป็นเด็กเล็กคนเดียวที่บ้าน ไม่เคยต้องรอคอยเพื่อที่จะได้มาซึ่งของที่ตัวเองต้องการ พอเด็กขยับตัวที พี่เลี้ยง หรือพ่อแม่ก็รีบให้ของที่เด็กต้องการ โดยไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้ขอ หรือรอคอยเลย พอมาอยู่ในสังคมคนหมู่มาก ทำให้เขาปรับภาวะจิตใจ อารมณ์ และความต้องการได้ยากกว่าเด็กที่เคยได้รับการฝึกฝน มาก่อนตรงนี้เองที่ทำให้ เด็กรู้สึกว่า การไปโรงเรียนนั้นไม่สนุก ไม่มีใครคอยดูแล เอาใจตามใจเหมือนที่บ้าน ทำให้ไมอยากไปโรงเรียน ซึ่งจำเป็นมากที่พ่อแม่ต้องช่วยลูกปรับตัว ด้วยการเตรียมพร้อมทักษะช่วยเหลือ ตัวเอง และฝึกหัดสื่อสารเบื้องต้นง่าย ๆ มาจากที่บ้าน เขาจะรู้สึกมั่นใจในตัวเอง ว่าเขาพึ่งพาตัวเองได้ และจะช่วยลดความตึงเครียด ความกดดันเมื่อต้องมาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ ทำให้เด็กปรับตัวเข้ากับโรงเรียนได้โดยง่าย และใช้เวลาไม่นานนัก
ความเครียดของเด็กเล็กที่ไม่ยอมไปโรงเรียน อาจเกิดจากความกลัวการพลัดพราก รวมทั้งพื้นฐานทางอารมณ์ของเด็กที่ต่างกัน เช่น เด็กบางคนค่อนข้างปรับตัวช้า รวมทั้งพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงตามวัย ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคในการปรับสู่สภาพแวดล้อมใหม่ เช่น เมื่อล่วงเข้า อ.1 เป็นวัย Say No ที่เป็นตัวของตัวเองสูง หัวดื้อ ไมยอมฟังเหตุผล “ไม่ ! หนูไม่ไปโรงเรียน” “ไม่ ! หนูไม่อยากใส่ชุดนักเรียน” หรืออาจเป็นถ้อยคำต่อรองแบบน่ารัก ๆ อย่าง “หนูรักแม่มากเลย หนูคิดถึงคุณแม่ วันนี้หนูไม่ไปโรงเรียนนะคะ” ซึ่งเขาจะอ่านภาษาท่าทางของพ่อแม่ได้ว่าเริ่มใจอ่อน ถ้าวันนี้เรายอมให้เขาไม่ไปโรงเรียน วันต่อมาเขาจะงัดวิธีนี้ขึ้นมาใช้อีก จะ เห็นว่า ปัญหาเกิดจากภาวะอารมณ์ของเด็กยังไม่พร้อม เขาจึงต่อต้านการไปโรงเรียน ซึ่งพ่อแม่ต้องค้นหาสาเหตุ เช่น ลูกยังปรับตัวไม่ได้ ทำให้เขาเครียดเมื่อต้องทำตามกฎของห้องเรียน เช่น วัยอนุบาลต้องนั่งอยู่กับที่ ถึงเวลากินอาหารต้องกิน ซึ่งอาจทำให้เขารู้สึกอึดอัด ตรงจุดนี้ต้องอาศัยทั้งเวลา และกำลังใจจากพ่อแม่ที่จะช่วยให้เขาผ่านปัญหาไปได้ในที่สุดการ ฝึกทักษะรอบด้านจะช่วยให้เขาปรับตัวได้ง่าย และมีความสุขเมื่อต้องไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มุ่งหวังให้เขาช่วยเหลือตนเอง ได้ เริ่มต้นโดยเปิดโอกาสให้เขาลงมือปฏิบัติจริง เช่น ฝึกเข้าห้องน้ำ กดชักโครกเอง ช่วยทำกิจกรรมงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยพ่อแม่ไม่ได้มุ่งหวังว่างานที่เด็กทำนั้นจะออกมาดี เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่มุ่งหวังเพื่อให้เด็กได้ลองฝึกฝนทักษะการทำงานบางอย่างอีกสิ่งหนึ่งคือฝึกการใช้ภาษา ซึ่งพ่อแม่สามารถช่วยลูกฝึกฝนได้ตั้งแต่บ้าน เช่น ลูกเคยชี้นิ้วที่ขวดนมเพราะหิวนม ลองสอนให้เขาพูดว่า “หนูหิวนม ขอนมหน่อยครับ” เพื่อฝึกให้เขาสามารถสื่อสารกับครูหรือเพื่อน ๆ ได้ รวมทั้งการบอกความต้องการ หรืออารมณ์ของตัวเอง
ส่วนภารกิจสำคัญคือ ขอให้เอาใจใส่ คอยไต่ถามในสิ่งที่ลูกทำที่โรงเรียน รวมทั้งรักษาวินัยเพื่อเป็นต้นแบบให้เจ้าตัวเล็ก เช่น ไม่เข้านอนดึกจนเจ้าหนูไม่ยอมนอนตาม กำหนดช่วงเวลารับส่งที่ชัดเจน และต้องรักษาวินัยอย่างดี เช่น บอกเจ้าหนูว่าจะไปรับตอนบ่าย 3 โมง แต่กลับไปรับตอน 6 โมงเย็น เพราะอาจทำให้เขากระวนกระวายว่า ถูกพ่อแม่ลงโทษด้วยการไม่มารับ หรือถูกพ่อแม่ทิ้งไว้ที่โรงเรียน พาลทำให้พรุ่งนี้ไม่ยอมมาโรงเรียนอีก
พ่อ แม่ต้องเตรียมตนเองก่อนเปิดเทอมให้พร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น พ่อแม่ต้องมีความมั่นคงทางอารมณ์ ไม่หวั่นไหว และสร้างความเครียดให้ตนเอง เพราะอาจส่งผลถึงลูกได้ ส่วนวิธีเตรียมความพร้อมให้ลูก ก่อนอื่นต้องสร้างทัศนคติที่ดีในการไปโรงเรียน บอกเล่าถึงความน่าสนใจของโรงเรียน เช่น ห้องเรียน ของเล่น เพื่อนใหม่ ฯลฯ อาจผ่านการเล่านิทานสนุก ๆ เกี่ยวกับโรงเรียน นอกจากนี้ ลองจัดตารางเวลากิจวัตรประจำวันของลูกใหม่ให้คล้าย ๆ กับเวลาที่ลูกต้องไปโรงเรียน เช่น เวลาตื่นนอน รับประทานอาหาร การพักผ่อนนอนหลับ เพื่อให้ลูกคุ้นชิน เมื่อถึงเวลาที่ต้องไปโรงเรียนจริง ๆ จะลดปัญหาเรื่องการปรับตัว
โดย ธรรมชาติของเด็กมักใช้เวลาไม่นานในการปรับตัว เมื่อเด็กมั่นใจว่า การมาโรงเรียนเป็นกิจกรรมปกติที่เขาต้องมา และไม่ได้เป็นการถูกทอดทิ้ง หรือผลักไสจากพ่อแม่ เขาจะเริ่มเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับบุคคลรอบข้าง ทั้งครู, เพื่อน และเรียนรู้สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นที่โรงเรียน
ขอบคุณที่มา : noreply@multiply.com