Archive pour January 2010

อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

Sunday 31 January 2010



หัวใจเป็นกล้ามเนื้อที่ปั้มเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ และปั้มเลือดไปปอดเพื่อฟอกเลือด ในการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจต้องได้รับ สารอาหารและ oxygen จากหลอดเลือด coronary arteries ซึ่งมีอยู่ 3 เส้น ถ้าหากเส้นใดเส้นหนึ่งเกดอุดด้วยลิ่มเลือด หรือตีบตันจากหลอดเลือดแข็งทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นขาดเลือด ภายใน 20 นาทีกล้ามเนื้อบริเวณนั้นจะตาย
จาก การสำรวจพบว่าผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือด จะมีอาการเตือนก่อนเกิดการอุดตันประมาณ 1 เดือน และประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะมีอาการแน่หน้าอก สำหรับผู้หญิง ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานอาการอาจจะไม่เหมือนผู้ป่วยทั่วไปเช่น บางคนมาด้วยอาการเพลียกล้ามเนื้อหัวใจไม่ทำงาน อาการอาจจะมากน้อยต่างกัน อาการที่สำคัญคือ

1. ผู้ป่วยที่หลอดเลือดหัวใจตีบมักจะมีอาการแน่นหน้าอก angina pectoris คล้ายมีของหนักทับหน้าอก บางคนบอกคล้ายมีอะไรมาบีบรัด เจ็บใต้กระดูกด้านซ้าย อาจเจ็บร้าวถึงขากรรไกรและแขนซ้ายอาการเจ็บมัก จะสัมพันธ์กับการออกกำลังกายเช่นวิ่งตามรถเมล์ เดินขึ้นสะพานลอย ยกของหนัก ภาวะเครียดจัด อาการเจ็บมักไม่เกิน 15-30นาทีและอมยาแล้วหายปวด พักแล้วอาการเจ็บจะหาย
2. บางท่านอาจจะมาด้วยอาการเจ็บไหล่ คอ ขากรรไกร หลัง
3. บางท่านอาจจะมีอาการปวดท้อง โดยเฉพาะอาจจะเจ็บหน้าอกร้าวมาบริเวณลิ้มปี่
4. อาจ จะมีอาการหายใจเหนื่อยหรือหอบ หายใจไม่ออก เหนื่อย นอนราบไม่ได้เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจเสียหายมาก ทำให้ไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงได้อย่างเพียงพอ หรือจะเรียกว่าหัวใจวายก็ ได้
5. เวียนศรีษะ หน้ามืดจะเป็นลม หรือหมดสติเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ
6. คลื่นไส้อาเจียน
7. เหงื่อออก

หาก ท่านมีอาการเจ็บหน้าอก และมีอาการดังกล่าวข้างต้นเป็นครั้งแรกท่านต้องไปพบ แพทย์ แต่หากท่านมีอาการเจ็บหน้าอกมานานและความรุนแรงไม่ได้เปลี่ยนแปลง ท่านอาจจะรับประทานยาเก่าต่อและปรึกษาแพทย์

คำแนะนำสำหรับอาการเจ็บหน้าอก
1. ผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอก และสงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดไม่ควรจะปรึกษาทาง โทรศัพท์ ควรจะไปพบพทย์เพื่อประเมินอาการ และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และเจาะเลือด
2. ผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอกเหมือนกับโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ควรจะรีบตามรถพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด หรือตามยาติให้นำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด
3. ในรถพยาบาล หรือที่บ้านควรจะมี ASA ขนาด 300 มกไว้หากมีอาการเจ็บหน้าอกที่เหมือนกับกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ให้เคี้ยวและกลืนทันที แต่ทั้งนี้ต้องไม่มีข้อห้ามในการให้ ASA
4. สำหรับผู้ที่เจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือดอยู่ก่อน เมื่อเจ็บหน้าอกให้อมยา Nitroglycerin 1 เม็ดหากอาการปวดไม่หายให้โทรแจ้งรถพยาบาลทันทีก่อนที่จะอมยาเม็ดที่ 2 สำหรับผู้ที่อมยาแล้วหายปวดให้อมยาทุก 5 นาทีจำนวน 3 ครั้งหากอาการไม่ดีขึ้นให้ตามรถพยาบาล
5. สำหรับผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอก ร่วมกับอาการต่างๆได้แก่ เจ็บนานเกิน 20 นาที ความดันโลหิตต่ำ หน้ามือเป็นลม หายใจเหนื่อย ต้องรีบไปโรงพยาบาล

สำหรับท่านที่มีอาการเจ็บหน้าอกอยู่ก่อนหากมีอาการดังต่อไปนี้ ให้รีบพบแพทย์้ เรียกกลุ่มอาการนี้ว่า unstable angina
* เจ็บครั้งนี้เจ็บมากกว่าครั้งก่อนๆ
* เจ็บครั้งนานกว่า 30 นาที
* เจ็บครั้งนี้เกิดขณะพัก
* เจ็บครั้งนี้อมยาแล้วไม่หายเจ็บ
* เจ็บครั้งนี้เจ็บมากจนเหงื่อออก เป็นลม หรือหายใจหอบ

นอกจากนั้นอาจมีอาการอื่นร่วมด้วยคือ คลื่นไส้ อาเจียน หน้ามืดเป็นลม ผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ป่วยเบาหวานบางรายไม่มีอาการแน่นหน้าอกแต่มาด้วยอาการใจสั่น เป็นลมหรืออาการอื่นๆที่พบไม่บ่อยดังนี้
* อาจะปวดจุกท้องบริเวณลิมปี่
* หายใจไม่พอ หายใจสั้นๆ
* กระสับกระส่าย อ่อนเพลีย
* ใจสั่นเหงื่อออก

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/heart_disease/ami/symtom.htm

โรคหลอดเลือดหัวใจ

Sunday 31 January 2010



หัวใจ คือ กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปทั่วร่างกาย เนื้อเยื่อหัวใจจำเป็นต้องได้รับ ออกซิเจนและสารอาหารซึ่งจะถูกลำเลียงผ่าน ทางหลอดเลือดหัวใจซึ่งจะทำหน้าที่ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ หลอดเลือดหัวใจหรือ coronary arteries นี้เป็นหลอดเลือดขนาดเล็กแยกจาก หลอดเลือดใหญ่ที่ทำหน้าที่ส่งเลือดไปยังหัวใจ เพื่อสูบฉีดไปทั่วร่างกาย ซึ่งCHD เกิดขึ้นเนื่องจาก coronary arteries นี้เองที่มีความผิดปกติ เช่น มีความหนามากขึ้น หรือแข็งขึ้น

ปัจจัยเสี่ยง
CHD เป็นผลจากสาเหตุร่วมกันของปัจจัยต่างๆ ได้แก่ อาหาร สิ่งแวดล้อม และพันธุกรรม เกือบทุกกรณีของผู้ป่วย CHD พบว่ามีสาเหตุร่วมมาจากการมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ การบริโภคอาหาร อายุ การสูบบุหรี่ และความเครียด เป็นต้น

การป้องกัน
ภาวะหลอดเลือดแดงอุด ตัน (atherosclerosis) ไม่สามารถรักษาได้ แต่สามารถป้องกันไม่ให้รุนแรงกว่าเดิม การป้องกัน CHD ต้องเริ่มเมื่ออายุยังน้อย มีหลักฐานบ่งชี้ว่าการมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จะส่ง ผลดีทั้งในชายและหญิงทุกวัย มีการประเมินว่าหากระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง 10% จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิด CHD ได้ถึง 50% ในชายที่มีอายุ 40 ปี, 40% ในชายที่มีอายุ 50 ปี และ 30% ในชายที่มีอายุ 60 ปี (1) ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจของประสิทธิภาพในการป้องกัน โดยการลดระดับคอเลสเตอร อล รวมถึงการเลือกปฏิบัติอย่างถูกต้อง