ผู้หญิงควรรู้

ใครชอบกินแกงเหลือง แกงเลียง แกงป่า แกงส้ม

Monday 1 March 2010



ถ้าโครชอบกิน แกงเหลือง แกงเลียง แกงป่า แกงส้ม (ของดี…ราคาถูก)
ขอแสดงความยินดีด้วยคับ…คุณมีโอกาสเป็นมะเร็งน้อยมาก…

แกงเหลือง

นักวิชาการโลกฟันธงแล้ว ชนิดอาหารก่อมะเร็ง
บริโภค ‘แกงเลียง’ ‘แกงเหลือง’ ต้านโรคได้

โรค ภัยที่คร่าชีวิตประชากรทั่วโลกมาเป็นอันดับหนึ่งนั้นคือโรคหัวใจและหลอด เลือด โรคมะเร็งตามมาอยู่อันดับสอง หลายสิบปีมาแล้วที่วงการแพทย์ทั่วโลกพยายามหาสาเหตุของโรคมะเร็งแต่ละอวัยวะ เพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไข เพื่อสรุปให้ได้ข้อชัดเจนเสียทีว่าการบริโภคหรือระบบโภชนาการของมนุษย์โลก เป็นสาเหตุของมะเร็งแต่ละชนิดได้แค่ไหน ล่าสุดหน่วยงาน เวิลด์ แคนเซอร์ รีเสิร์ช ฟัน (World Cancer Research Fund) ร่วมกับ อเมริกัน อินสติติว ฟอร์ แคนเซอร์ รีเสิร์ช (American Institue for Cancer Research) ได้ตัดสินและสรุปงานวิจัยกว่า 7,000 เรื่องที่ศึกษาวิจัยความสัมพันธ์ของอาหาร การออกกำลังกาย ภาวะน้ำหนักเกิน และความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง โดยผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก

ชนิพรรณ บุตรยี่ นักวิชาการจากสถาบัน โภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำงานวิจัยนี้มาบรรยายในงานประชุมเรื่อง “ความท้าทายทางพิษวิทยาในศตวรรษที่ 21” ว่า งานวิจัยใช้ระยะเวลาสรุปผล 5 ปี โดยนำงานวิจัยขนาดใหญ่ที่ใช้กลุ่มตัวอย่างมากสุด ถึง 100,000 คน และบางชิ้นมีการเก็บข้อมูลนานนับ 10 ปี ใช้เงินทำวิจัยมหาศาล จึงจัดเป็นงานวิจัยที่น่าเชื่อถือและยึดเป็นข้อมูลทางวิชาการได้ ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่แน่ชัดแล้ว โดยเน้นเรื่องการกินและการออกกำลังกายเป็นหลัก แบ่งเป็น 3 ระดับ

ข้อสรุปลำดับแรก
เป็นข้อบ่งชี้ที่แน่นอน เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับอาหาร วิถีชีวิต การออกกำลังกาย สิ่งแวดล้อม โดยพบว่าการ ดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม ทั้งวัยหมดประจำเดือนและก่อนมีประจำเดือน มะเร็งช่องปาก คอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (เฉพาะผู้ชาย) มีไขมันในร่างกายเกินจากค่าดัชนีมวลกายหลังจากอายุ 21 ปีไปแล้ว เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม หลังหมดประจำเดือน มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งไต และเนื้อเยื่อบุมดลูก นอกจากระดับไขมันที่เป็นส่วนเกินแล้วยังแยกย่อยออกมาอีกว่า คนที่อ้วนลงพุง มีความเสี่ยงสูงต่อมะเร็งลำไส้และทวารหนัก

สำหรับอาหารที่คลางแคลงใจกันมานานพวกเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ในงานวิจัยนี้ฟันธงออกมาอย่างแน่ชัดแล้วว่าการ บริโภคเนื้อแดง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวัว แกะ แพะ ในปริมาณที่สูงเกิน จะก่อมะเร็งลำไส้ มีคำแนะนำให้บริโภคเพียงสัปดาห์ละ ครึ่งกิโลกรัม ควร หันมาบริโภคเนื้อสีขาว อย่างเนื้อไก่ หมู หรือปลา รวมทั้งเนื้อสัตว์ที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็นไส้กรอก แฮม เบคอน อาหารเหล่านี้ต้อง รมควัน บางครั้งต้อง ปรุงรส ใช้เคมีเพื่อให้สี รสชาติและมวลของอาหารอยู่ครบ เป็นอาหาร ที่กินแล้วก่อมะเร็งเช่นกัน ที่น่าตกใจพบว่าการ บริโภคเบต้าแคโรทีน ในรูปแบบอาหารเสริม จะเร่งให้เกิดมะเร็ง แต่ เบต้าแคโรทีนจะให้ผลต่อร่างกายสูงสุดเมื่อ บริโภคผักผลไม้สด ๆ ที่มีสารเหล่านี้ ประเภทผลไม้สีเหลือง เช่น มะละกอ มะม่วง แครอท

ขณะเดียวกันเมื่อมนุษย์ขึ้นสู่วัยหนุ่มสาวออก กำลังกายแบบแอโรบิก ที่ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดอย่างสม่ำเสมอวันละ 30 นาที จนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ จะช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งเต้านม (โดยเฉพาะหญิงวัยหมดประจำเดือน) และมะเร็งเนื้อเยื่อบุมดลูก นอกจากนี้ผลวิจัยเป็นที่แน่นอนแล้วว่า แม่ควรให้นมลูกและเด็กทารกควรที่จะได้รับน้ำนมแม่ สามารถ ลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมทั้งก่อนและหลังหมดประจำเดือน ทั้งนี้ควรให้นมแม่อย่างเดียวตั้งแต่แรกคลอดจนถึง 6 เดือนโดยไม่มีการให้อาหาร หรือเครื่องดื่มใด ๆ เลย รวมทั้งน้ำด้วย

ต่อมาข้อสรุปลำดับที่ 2
เรียกว่า เป็นที่แน่นอนบ่งชัดเจน หากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ในข้อนี้ 80 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ในข้อแรกเชื่อได้ 90 เปอร์ เซ็นต์ ในข้อนี้เน้นหนักด้านอาหาร พบว่าการบริโภคผักใบ ลดความเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งช่องปากคอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร ผัก กลุ่มหอมป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหาร การบริโภคผลไม้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด ช่องปาก คอหอย กล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร

ลำดับที่ 3
ลด หลั่นเป็นเปอร์เซ็นต์ลงมาภายใต้เงื่อนไขเดียวกันคือความสัมพันธ์ของอาหาร วิถีชีวิต ในข้อนี้เรียกว่ามีความเป็นไปได้พบว่าการบริโภคอาหารที่มีไลโคปีน ซึ่งมีมากในมะเขือเทศ ลดความเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมาก

นักวิชาการ คนเดิมจากสถาบันโภชนาการ ม.มหดิล บอกอีกว่า แม้สารไลโคปีนจะมีมากในมะเขือเทศ แต่ถ้าไม่ทำให้มะเขือป่นละเอียด บริโภคไปร่างกายก็ไม่ได้รับสารไลโคปีนอยู่ดี ดังนั้นการบริโภคมะเขือเทศสด แบบชิ้น ๆ กับการบริโภคซอสมะเขือเทศอย่างหลังได้รับ ไลโคปีนมากกว่า นอกจากในงานวิจัยเรื่องการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อป้องกันมะเร็ง นักวิชาการทั่วโลกแนะนำว่าไม่ควรบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อป้องกัน มะเร็ง เว้นแต่เจ็บป่วยหรือมีภาวะขาดสารอาหารบางอย่าง

ปัจจุบัน พฤติกรรมการกินอาหารของคนไทยเปลี่ยนไปโดยเฉพาะกลุ่มเด็กและคนวัยหนุ่มสาว บริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้น ที่เห็นได้ชัดจากวัฒน ธรรมการกินอาหารบุฟเฟ่ต์ ร้านเนื้อย่างหมูกระทะต่าง ๆ สอดคล้องกับงานวิจัยนี้ ข้อแนะนำของการกินเพื่อต้านมะเร็งในแบบไทย ซึ่งแม้งานวิจัยยังไม่ได้ถูกเลือกจากนักวิชาการ เพราะเป็นงานวิจัยขนาดเล็ก ตามอัตภาพของทุนที่มี แต่น่าชื่อถือและนำไปใช้ได้

ในงานประชุมดัง กล่าวข้างต้น ดร.สมศรี เจริญเกียรติกุล นักวิชาการจากสถาบันเดียวกัน ได้เผยแพร่ผลการศึกษาเรื่อง “ศักยภาพต้านมะเร็งของตำรับอาหารไทย”

ดร.สมศรี กล่าวว่า ได้ศึกษาเรื่องนำสมุนไพรต่างชนิดมาทำเป็นน้ำพริกแกงต่าง ๆ ได้ทดลองสารสกัดของน้ำพริกแกง 4 ชนิด ได้แก่
- น้ำพริกแกงป่า
- แกงเลียง
- แกงส้ม
- แกงเหลือง และ
- น้ำต้มยำ
นำมาเลี้ยงเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว พบว่า น้ำแกงป่า น้ำแกงเลียง และน้ำแกงส้มมีศักยภาพให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์อื่นในร่างกาย ได้มากถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่แกงเหลืองทำให้เซลล์มะเร็งตายแบบธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีก 15 เท่าเมื่อเทียบกัน ดีกว่าการใช้ยาถึง 2 เท่า สมุนไพรสำคัญในเครื่องแกง น่าจะมาจากกระเทียมและพริกรวมทั้งสมุนไพรอื่นๆ

จาก งานวิจัยนี้สรุปได้ว่าการบริโภค อาหารที่เป็นสำรับแบบไทย อาทิ แกงเลียงกุ้งสด ห่อหมกใบยอ ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ข้าวสวย หรือ สำรับ ข้าวเหนียว ส้มตำใส่ แครอท ไก่ทอดสมุนไพร ต้มยำ จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็ง
สอดรับกับงานวิจัยระดับโลกที่ว่าอาหารการกินเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนห่างไกลมะเร็งได้อยู่

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : Forward mail

ทลายกำแพงปัญหาลูกน้อยเข้าโรงเรียน

Thursday 18 February 2010



โดย ทั่วไปพัฒนาการตามวัยของเด็กช่วงวัย 8 เดือนถึงประมาณอายุ 3 ปี จะเกิดความวิตกกังวลจากการพลัดพรากจากคนที่รัก ปัญหาไม่ยอมไปโรงเรียนจึงเกิดได้ เมื่อเขารู้ตัวว่าต้องพรากจากผู้ที่เขาไว้ ใจ คือ คุณพ่อคุณแม่ คนใกล้ชิดที่บ้าน แล้วไปใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนแปลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งก็คือ ครู และเพื่อน ๆ การไปโรงเรียนครั้งแรกของเด็กทุกคน คือการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในชีวิตเขา

โดย ทั่วไปเด็ก ๆ จะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ภายใน 2-4 สัปดาห์ แต่เราต้องอย่าลืมว่า เด็กแต่ละคนอาจมีความพร้อมทางทักษะแต่ละด้านไม่เท่ากัน เช่น เด็ก 3 ปี บางคนยังกินข้าวเองไม่ได้ เพราะอยู่ที่บ้านพี่เลี้ยงคอยป้อนให้ตลอด หรือเด็กไม่เคยรู้จักการรอคอย หรือการแบ่งปัน เพราะเป็นลูกคนเดียว หรือเป็นเด็กเล็กคนเดียวที่บ้าน ไม่เคยต้องรอคอยเพื่อที่จะได้มาซึ่งของที่ตัวเองต้องการ พอเด็กขยับตัวที พี่เลี้ยง หรือพ่อแม่ก็รีบให้ของที่เด็กต้องการ โดยไม่เปิดโอกาสให้เด็กได้ขอ หรือรอคอยเลย พอมาอยู่ในสังคมคนหมู่มาก ทำให้เขาปรับภาวะจิตใจ อารมณ์ และความต้องการได้ยากกว่าเด็กที่เคยได้รับการฝึกฝน มาก่อนตรงนี้เองที่ทำให้ เด็กรู้สึกว่า การไปโรงเรียนนั้นไม่สนุก ไม่มีใครคอยดูแล เอาใจตามใจเหมือนที่บ้าน ทำให้ไมอยากไปโรงเรียน ซึ่งจำเป็นมากที่พ่อแม่ต้องช่วยลูกปรับตัว ด้วยการเตรียมพร้อมทักษะช่วยเหลือ ตัวเอง และฝึกหัดสื่อสารเบื้องต้นง่าย ๆ มาจากที่บ้าน เขาจะรู้สึกมั่นใจในตัวเอง ว่าเขาพึ่งพาตัวเองได้ และจะช่วยลดความตึงเครียด ความกดดันเมื่อต้องมาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ ทำให้เด็กปรับตัวเข้ากับโรงเรียนได้โดยง่าย และใช้เวลาไม่นานนัก
ความเครียดของเด็กเล็กที่ไม่ยอมไปโรงเรียน อาจเกิดจากความกลัวการพลัดพราก รวมทั้งพื้นฐานทางอารมณ์ของเด็กที่ต่างกัน เช่น เด็กบางคนค่อนข้างปรับตัวช้า รวมทั้งพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงตามวัย ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคในการปรับสู่สภาพแวดล้อมใหม่ เช่น เมื่อล่วงเข้า อ.1 เป็นวัย Say No ที่เป็นตัวของตัวเองสูง หัวดื้อ ไมยอมฟังเหตุผล “ไม่ ! หนูไม่ไปโรงเรียน” “ไม่ ! หนูไม่อยากใส่ชุดนักเรียน” หรืออาจเป็นถ้อยคำต่อรองแบบน่ารัก ๆ อย่าง “หนูรักแม่มากเลย หนูคิดถึงคุณแม่ วันนี้หนูไม่ไปโรงเรียนนะคะ” ซึ่งเขาจะอ่านภาษาท่าทางของพ่อแม่ได้ว่าเริ่มใจอ่อน ถ้าวันนี้เรายอมให้เขาไม่ไปโรงเรียน วันต่อมาเขาจะงัดวิธีนี้ขึ้นมาใช้อีก จะ เห็นว่า ปัญหาเกิดจากภาวะอารมณ์ของเด็กยังไม่พร้อม เขาจึงต่อต้านการไปโรงเรียน ซึ่งพ่อแม่ต้องค้นหาสาเหตุ เช่น ลูกยังปรับตัวไม่ได้ ทำให้เขาเครียดเมื่อต้องทำตามกฎของห้องเรียน เช่น วัยอนุบาลต้องนั่งอยู่กับที่ ถึงเวลากินอาหารต้องกิน ซึ่งอาจทำให้เขารู้สึกอึดอัด ตรงจุดนี้ต้องอาศัยทั้งเวลา และกำลังใจจากพ่อแม่ที่จะช่วยให้เขาผ่านปัญหาไปได้ในที่สุดการ ฝึกทักษะรอบด้านจะช่วยให้เขาปรับตัวได้ง่าย และมีความสุขเมื่อต้องไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มุ่งหวังให้เขาช่วยเหลือตนเอง ได้ เริ่มต้นโดยเปิดโอกาสให้เขาลงมือปฏิบัติจริง เช่น ฝึกเข้าห้องน้ำ กดชักโครกเอง ช่วยทำกิจกรรมงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยพ่อแม่ไม่ได้มุ่งหวังว่างานที่เด็กทำนั้นจะออกมาดี เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่มุ่งหวังเพื่อให้เด็กได้ลองฝึกฝนทักษะการทำงานบางอย่างอีกสิ่งหนึ่งคือฝึกการใช้ภาษา ซึ่งพ่อแม่สามารถช่วยลูกฝึกฝนได้ตั้งแต่บ้าน เช่น ลูกเคยชี้นิ้วที่ขวดนมเพราะหิวนม ลองสอนให้เขาพูดว่า “หนูหิวนม ขอนมหน่อยครับ” เพื่อฝึกให้เขาสามารถสื่อสารกับครูหรือเพื่อน ๆ ได้ รวมทั้งการบอกความต้องการ หรืออารมณ์ของตัวเอง

ส่วนภารกิจสำคัญคือ ขอให้เอาใจใส่ คอยไต่ถามในสิ่งที่ลูกทำที่โรงเรียน รวมทั้งรักษาวินัยเพื่อเป็นต้นแบบให้เจ้าตัวเล็ก เช่น ไม่เข้านอนดึกจนเจ้าหนูไม่ยอมนอนตาม กำหนดช่วงเวลารับส่งที่ชัดเจน และต้องรักษาวินัยอย่างดี เช่น บอกเจ้าหนูว่าจะไปรับตอนบ่าย 3 โมง แต่กลับไปรับตอน 6 โมงเย็น เพราะอาจทำให้เขากระวนกระวายว่า ถูกพ่อแม่ลงโทษด้วยการไม่มารับ หรือถูกพ่อแม่ทิ้งไว้ที่โรงเรียน พาลทำให้พรุ่งนี้ไม่ยอมมาโรงเรียนอีก

พ่อ แม่ต้องเตรียมตนเองก่อนเปิดเทอมให้พร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น พ่อแม่ต้องมีความมั่นคงทางอารมณ์ ไม่หวั่นไหว และสร้างความเครียดให้ตนเอง เพราะอาจส่งผลถึงลูกได้ ส่วนวิธีเตรียมความพร้อมให้ลูก ก่อนอื่นต้องสร้างทัศนคติที่ดีในการไปโรงเรียน บอกเล่าถึงความน่าสนใจของโรงเรียน เช่น ห้องเรียน ของเล่น เพื่อนใหม่ ฯลฯ อาจผ่านการเล่านิทานสนุก ๆ เกี่ยวกับโรงเรียน นอกจากนี้ ลองจัดตารางเวลากิจวัตรประจำวันของลูกใหม่ให้คล้าย ๆ กับเวลาที่ลูกต้องไปโรงเรียน เช่น เวลาตื่นนอน รับประทานอาหาร การพักผ่อนนอนหลับ เพื่อให้ลูกคุ้นชิน เมื่อถึงเวลาที่ต้องไปโรงเรียนจริง ๆ จะลดปัญหาเรื่องการปรับตัว

โดย ธรรมชาติของเด็กมักใช้เวลาไม่นานในการปรับตัว เมื่อเด็กมั่นใจว่า การมาโรงเรียนเป็นกิจกรรมปกติที่เขาต้องมา และไม่ได้เป็นการถูกทอดทิ้ง หรือผลักไสจากพ่อแม่ เขาจะเริ่มเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับบุคคลรอบข้าง ทั้งครู, เพื่อน และเรียนรู้สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นที่โรงเรียน

ขอบคุณที่มา : noreply@multiply.com