‘ประโยชน์ผลไม้’

วิธีแก้ปัญหาโรคท้องผูก

Friday 13 August 2010



อาการท้องผูกในคนทั่วไปนั้นพบบ่อย 5 –20 % โดยผู้หญิงจะเป็นบ่อยกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า ในผู้สุงอายุก็พบอาการท้องผูกได้บ่อยกว่าเช่นกัน อาการท้องผูกส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ทั้งอาชีพการงาน และการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยมีการเปิดเผยตัวเลขเกี่ยวกับการใช้บริการทางการแพทย์เป็นมูลค่าถึง 2,752 ดอลล่าร์สหรัฐ ต่อคนไข้ 1 คนในการตรวจวินิจฉัยในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ เราลองมารู้จักอาการท้องผูกสักนิดเพื่อจะได้ดูแลตนเองเบื้องต้นได้

e0b89ce0b8a5e0b984e0b8a1e0b989

ถ่าย เบา ถ่ายหนัก ถือเป็นกิจวัตรประจำวันสำหรับคนปกติ หากวันไหนรู้สึกไม่อยากถ่าย หรืออยากปลดปล่อยใจจะขาดแต่มันไม่ยอมสักที นั่นแสดงว่าระบบขับถ่ายของคุณเริ่มมีปัญหาแล้วล่ะ แต่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการถ่ายทุกวันเป็นเรื่องดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว การถ่ายทุกวันก็ถือว่าไม่ปกติเช่นกัน จริง ๆ แล้วอาการท้องผูกคือ เบ่งถ่ายยาก อุจจาระแข็ง รู้สึกถ่ายไม่หมด รู้สึกว่ามีการอุดตันที่บริเวณทวารหนัก ต้องช่วยสวนทวาร ต้องอาศัยยาจึงทำให้อุจจาระไม่แข็ง ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์ หรือรู้สึกถ่ายน้อยกว่าคนปกติ จะเห็นว่าความสำคัญอยู่ที่ลักษณะของอุจจาระและการขับถ่ายมากกว่าความถี่ใน การอุจจาระ บางครั้งท้องผูกเกิดได้ฉับพลัน แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นช้า ๆ และอยู่นานเป็นเดือน เป็นปี

ท้อง ผูกเรื้อรัง ตัดสินจากระยะเวลา คือเริ่มมีอาการท้องผูกอย่างน้อย 6 เดือน ก่อนการวินิจฉัย และเป็นอยู่นานติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน และต้องไม่ใช่ลำไส้แปรปรวน (IBS) ที่รู้สึกปวดหรือไม่สบายท้อง แต่ดีขึ้นเมื่อได้ถ่ายอุจจาระเป็นอาการเด่น โดยมีอาการท้องผูกร่วมด้วย ที่ต้องแยกการวินิจฉัย เพราะ IBS ให้รักษาอาการปวด โดยอาจไม่จำเป็นต้องให้ยากระตุ้นการขับถ่าย หรือทำให้ถ่ายอุจจาระเหลวมากขึ้น

สาเหตุ ของอาการท้องผูกที่ไม่ได้มีโรครุนแรงซ่อนอยู่ได้แก่ ดื่มน้ำไม่เพียงพอ กินอาหารน้อย กินเส้นใยอาหาร (Fiber) น้อย ขาดการออกกำลังกาย ถึงเวลาปวดถ่ายไม่ยอมเข้าห้องน้ำ หรือแม้แต่การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาลดกรด ยาแก้แพ้ ยาขับปัสสาวะ ยารักษาความดันสูงบางชนิด ยาบำรุงเลือดธาตุเหล็ก ยาแก้ไอ ยาแก้ปวดบางชนิด ยาลดกรดที่มีอะลูมิเนียม และที่พบได้บ่อยมาก คือใช้ยาถ่ายบ่อยเกินไป

ส่วนอาการท้องผูกเรื้อรังนั้น อาจมีสาเหตุจากโรคต่าง ๆ เช่น มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ เนื้องอกจะอุดตันลำไส้ ทำให้ถ่ายไม่ออก เบาหวาน โรคฮอร์โมนธัยรอยด์ต่ำ โรคทางระบบประสาท เช่น พาร์กินสัน สมองเสื่อม อัมพาต สมองได้รับบาดเจ็บ โรคซึงเศร้า โรคในลำไส้อื่น ๆ เช่น กระเปาะของผนังลำไส้ ลำไส้โป่งพอง หลังการผ่าตัดในช่องท้องการตีบแคบ หรือลำไส้เคลื่อนไหวช้า เป็นต้น

ทำอย่างไรไม่ให้ท้องผูก

1.ดื่มน้ำให้ได้วันละประมาณ 1-2 ลิตร ถ้าไม่มีโรคหัวใจ โรคของเส้นเลือด โรคไตอยู่ บางคนอาจท้องผูกจากการดื่มนมหรือรับประทานแคลเซียมในปริมาณมาก
2.เข้าห้องน้ำทันทีเมื่อรู้สึกปวดถ่าย ไม่ควรรอหรือทนอั้นไว้เพราะยิ่งรอไว้นาน ยิ่งเพิ่มอาการท้องผูก และควรฝึกขับถ่ายเป็นเวลา
3.ออกกำลังกายน้อย หรือใช้เวลานอนบนเตียงนาน ๆ เช่น คนป่วยนอนโรงพยาบาลนาน ๆ ทำให้ท้องผูก จึงควรขยับเขยื้อนร่างกาย ออกกำลังกายเสมอ ๆ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดถ้ามีอาการปวดข้อ อาจลองทำกายบริหารในสระว่ายน้ำ
4.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีใยน้อย เช่น ไอศกรีม ชีส หรือเนยแข็ง เนื้อวัว ควรหลีกเลี่ยงชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะปัสสาวะบ่อย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ
5.ทานอาหารที่มีใยอาหาร 20-30 กรัมต่อวัน เพราะใยอาหารจะทำให้เนื้ออุจจาระอุ้มน้ำมากขึ้น แล้วค่อย ๆ เพิ่มปริมารของใยอาหารในทุก ๆ สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายปรับตัวจะได้ไม่เกิดอาการท้องอืดแน่น
6.หลีกเลี่ยงการใช้ยาระบาย หรือการสวนทวารนาน ๆ เพราะไม่ใช่วิธีการรักษาให้หายขาด การใช้ยาระบายนาน ๆ ทำให้ร่างกายลืมหน้าที่ตนเอง

หากปฏิบัติข้อ 1-6 แล้วไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อการตรวจวินิจฉัย และรักษาอย่างถูกต้อง

ใยอาหารพบในผัก เช่นคะน้า กวางตุ้ง ผักโขม ผลไม้ เช่น ส้ม มะละกอ และผลไม้ที่กินได้ทั้งเปลือก ควรกินผักผลไม้ให้ได้ 4-5 ส่วนต่อวัน (ประมาณ 5 ทัพพีหรือ 1 ฝ่ามือผู้ใหญ่) เมล็ดัญพืช ถั่ว ลูกพรุน ข้าวกล้อง โฮลวีต ฯลฯ โดยเฉพาะพรุนนั้นเป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์มากเป็นพิเศษ

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : http://health.kapook.com/view7313.html

สุขภาพดีด้วยผัก ผลไม้ใกล้ตัว

Sunday 18 April 2010



ในขณะที่กระแสอาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาแรงในไทย จนทำให้เราลืมไปว่าเมืองไทยของเรานั้น อุดมสมบูรณ์ด้วยผัก ผลไม้หลากหลายชนิด ที่นอกจากจะให้ความอร่อยแล้ว ยังให้สารอาหารที่หลากหลาย ซึ่งช่วยดูแลสุขภาพและป้องกันโรคได้เป็นอย่างดี ในจำนวนนี้มีกล้วย แอปเปิล ถั่วเหลือง มะเขือเทศ ซึ่งราคาถูกหาซื้อได้ทั่วไปกินง่ายไม่ยุ่งยาก แถมด้วยคุณประโยชน์มหาศาล

e0b89ce0b8a5e0b984e0b8a1e0b989

กล้วย : อาหารบดมื้อแรกของชีวิต
สถาบันการแพทย์แผนไทยรายงานว่า กล้วยเป็นผลไม้ที่หลายคนเคยกินมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่ที่นิยมมากที่สุดคือ กล้วยหอม กล้วยสุก 1 ใบ มีคาร์โบไฮเดรตถึง 22% จึงเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตสำคัญ ฉะนั้นการกินกล้วยแทนอาหารเย็นเพื่อลดความอ้วน ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะคาร์โบไฮเดรตส่วนใหญ่อยู่ในรูปของน้ำตาล ซึ่งเป็นสาเหตุของความอ้วนอย่างหนึ่ง
กล้วยยังอุดมไปด้วยเกลือแร่ คือ เป็นแหล่งวิตามินเอ บี และซี กล้วยเป็นผลไม้ที่คนทั่วไปนิยมรับประทาน แต่กลับไม่ค่อยมีใครศึกษาถึงประโยชน์ทางยาของกล้วยมากนัก อย่างไรก็ตาม พบว่าชาวอินเดียใช้แป้งจากกล้วยบางชนิดทำ “จาปาตี” ซึ่งเป็นโรตีจืด มีสรรพคุณลดอาการท้องอืดหรือธาตุพิการ และยังใช้แป้งจากกล้วยผสมนมสด ใช้เป็นอาหารที่ย่อยง่ายในผู้ป่วยกระเพาะอักเสบได้เป็นอย่างดี
เมื่อพ.ศ.2473 นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเนื้อกล้วยสามารถทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เหลือกรดไม่มากพอที่จะทำให้เกิดอาการปวด แต่นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ กลับพบสารสำคัญในกล้วยที่สามารถยับยั้งการหลั่งของกรดในกระเพาะได้ จึงช่วยลดการกำเริบของแผลในกระเพาะ พบอีกว่าหลังจากให้หนูทดลองกินกล้วยไประยะหนึ่ง ผนังกระเพาะของหนูหนาขึ้นถึง 20% และยังทนต่อยาแอสไพรินซึ่งมีฤทธิ์กัดกระเพาะ
นอกจากนี้ ในกล้วยดิบจะมีสารแทนนิน ที่สามารถรักษาอาการท้องเดินชนิดไม่รุนแรงได้ ขณะเดียวกันเราก็ใช้กล้วยสุกเป็นยาระบาย เนื่องจากกล้วยสุกมีเพคตินสูงช่วยให้ถ่ายคล่อง

ถั่วเหลือง : อาหารเพื่อหญิงวัยทอง
นักวิจัยหลายคนเชื่อว่า ส่วนประกอบสำคัญที่สุดของถั่วเหลืองคือ กลุ่มของสารอาหาร ไอโซฟลาโวน ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสารฟลาโวนอยด์ที่พบในพืช ซึงทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตของพืช และปกป้องพืชจากความกดดันและรังสีอุลตราไวโอเล็ต แต่ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบที่เกิดจากการหมดรอบเดือน ป้องกันโรคกระดูกพรุน มะเร็งเต้านม โรคหัวใจ จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งแก่เพศหญิง
สารเจนิสทีนซึ่งพบในไอโซฟลาโวนของถั่วเหลือง มีคุณสมบัติคล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนอ่อนๆ ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง จึงทำให้เกิดสมดุลทางชีวภาพของหญิงวัยทอง รวมทั้งช่วยส่งเสริมประโยชน์บางอย่างของเอสโตรเจนด้วย เช่น เพิ่มความหนาแน่นของกระดูก จึงป้องกันโรคกระดูกพรุน ขณะเดียวกัน สานไอโซฟลาโวนจะไปยับยั้งฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีฤทธิ์แรงกว่า ไม่ให้ไปเกาะที่เซลล์และกระตุ้นให้เกิดเซลล์มะเร็ง
ถั่วเหลืองไม่ได้ให้ประโยช์แก่ผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว แต่มีการศึกษาหลายครั้งที่แสดงให้เห็นว่า สารเจนิสทีนยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก ที่เกิดจากฮอร์โมนเพศชาย จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งที่ต่อมลูกหมากในชายด้วย โดยชายญี่ปุ่นกินถั่วเหลืองมากกว่าชายตะวันตกมาก และระดับของสารไอโซฟลาโวนในเลือดชายญี่ปุ่น สูงกว่าชายชาวตะวันตก 110 เท่า จึงมีความเสี่ยงต่อการมีชีวิตด้วยโรคมะเร็งที่ต่อมลูกหมากต่ำ
มะเขือเทศ : เพศชายอย่ามองข้าม
ดร.เอ็ดเวิร์ด จิดอวานนุซซี ได้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากกับผู้ชาย 47,000 คน พบว่าคนที่กินผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ อาทิ ซอสมะเขือเทศ อาทิตย์ละสองมื้อ มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งลดลงร้อยละ 24-36 เนื่องจากสารสีแดงในมะเขือเทศประกอบด้วย ไลโคเพนมีสรรพคุณช่วยปกป้องเซลล์ของร่างกายจากความเสียหายจากสารอนุมูลอิสระ ที่เป็นตัวการก่อให้เกิดมะเร็ง จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
ประโยชน์ของมะเขือเทศในการป้องกันมะเร็งนั้น ถ้าจะให้ได้ผลดีควรนำมาทำเป็นอาหารก่อน และที่นิยมกันมากก็คือ ซอสมะเขือเทศ เพราะการนำมะเขือมาทำอาหารจะช่วยทำลายผนังเซลล์ของผลไม้ และช่วยให้ร่างกายดูดซับไลโคเพนได้มากขึ้น
แอปเปิล : ลดไขมัน/บำรุงเหงือกฟัน
แอปเปิลมีอย่างน้อย 25,000 ชนิด ตั้งแต่สีเหลือง สีเขียว สีแดง และรสชาติมีทั้งฝาดและหวานให้เลือกได้ตามแต่ความชอบของแต่ละคน ในแอปเปิล 1 ผลประกอบด้วยสารอาหารหลากหลายอย่าง ทั้งวิตามินบี, ซี, แคลเซียม, แมกนีเซียม, ฟอสฟอรัส และยังเป็นแหล่งโปแตสเซียมที่ดีอีกด้วย กากใยอาหารจากผลไม้ชนิดนี้ มีทั้งที่ละลายและไม่ละลายน้ำ ทำให้การย่อยอาหารและการดูดซึมน้ำตาลในผลไม้เป็นไปอย่างช้าๆ
แอปเปิลให้คาร์โบไฮเดรต 80-100 แคลอรี ไม่มีคลอเลสเตอรอล มีไขมันเล็กน้อย จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาคลอเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอลในเลือดสูง ผู้ป่วยเบาหวาน การกินแอปเปิลทันทีหลังมื้อเที่ยง จะทำให้สุขภาพฟันแข็งแรง ช่วยทำความสะอาดเศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟัน และการเคี้ยวจะช่วยนวดเหงือกด้วย โดยโรงพยาบาลพระรามเก้าส่งเสริมให้ประชาชนกินแอปเปิลวันละ 1 ผลเป็นประจำ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดี และห่างไกลโรงพยาบาล
เพียงแค่คุณเลือกกินผัก ผลไม้ให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ที่ทำร้ายร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ขนมหวาน เหล้า บุหรี่ กาแฟ คุณจะมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บ โดยไม่ต้องสูญเงินไปกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีราคาแพง แต่ให้ประโยชน์นิดเดียว แถมยังเสียดุลการค้าให้ต่างชาติอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : กรุงเทพธุรกิจ