‘สมุนไพรแผนโบราณ’

สมุนไพร-สะตอ

Sunday 17 May 2009



สะตอจะมีมากในทางภาคใต้ คนปักษ์ใต้มักจะนำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น ผัดเผ็ดกุ้งใส่สะตอ หรือเป็นผักเหนาะก็ได้นะคะ
สะตอ (ผักสมุนไพร)

e0b8a0e0b8b2e0b89ee0b8aae0b8b0e0b895e0b8ad

ชื่ออื่นที่เรียกกัน เช่น กะตอ (กลาง, ใต้); ปะตา ปัตเต๊าะ (มาเลย์-ยะลา ปัตตานี); ปาไต (มาเลย์-สตูล) (เต็ม สมิตินันท์, 2523); ตอ (ระนอง)

ลักษณะ : ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ มีความสูงเฉลี่ย 30 เมตร ต้นสูงชะลูดขึ้นไปแล้วแตกกิ่งก้านเป็นพุ่ม แผ่กว้าง ลำต้นเรียบ ลอกเป็นสะเก็ดเล็กน้อย มีสีน้ำตาลอ่อน ลักษณะใบเป็นใบประกอบคล้ายขนนก ใบแขนงมี 14-18 คู่ ใบย่อยมีขนาดเล็กกว้าง 1.5-2.2 มิลลิเมตร ยาว 5-9 มิลลิเมตร ปลายใบบนฐานใบด้านนอกเบี้ยวเป็นติ่ง ลักษณะดอกเป็นดอกช่อรวมกัน เป็นกระจุกคล้ายกระถิน มีขนาดเล็กมาก ติดเป็นช่อกลม ช่อดอกห้อย แต่ละดอกมีก้านดอกและมีใบประดับรอง ดอกจะออกเดือนเมษายน ลักษณะผลหลังจากออกดอก 70 วัน จะสามารถเก็บฝักได้ ฝักกว้าง 3-5 เซนติเมตร ยาว 35-45 เซนติเมตร ฝักบิดเป็นเกลียวห่าง ฝักอ่อนมีสีเขียว พอแก่จะเป็นสีดำ เมล็ดรูปรีเกือบกลมเรียงตามขวางกับฝัก เมล็ดมีขนาด 22-25 มิลลิเมตร ยาว 15-20 มิลลิเมตร

สรรพคุณทางยา : ประโยชน์เมล็ด ใช้รับประทานเพื่อขับปัสสาวะ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด กินเป็นประจำช่วยป้องกันโรคเบาหวาน และใช้กินเป็นผักเหนาะ ยอดใช้รับประทานเป็นผักเหนาะ

สมุนไพร-ฟักเขียว

Saturday 16 May 2009



บางท่านอาจจะไม่ทราบว่าฟักเขียวนั้นมีประโยชน์มาก ใบ ผล เมล็ก ราก ลำต้น หรือแม้กระทั่งเปลือกยังใช้เป็นยาได้ หรือสรุปได้ว่า สรรพคุณของฟักเขียวสามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนเลยทีเดียว วันนี้ดิฉันก็เลยอยากจะแนะนำให้ทานฟักเขียว เพราะเป็นทั้งสรรพคุณทางยา และมีคุณค่าทางอาหารสูงค่ะ

ฟักเขียว (ผักสมุนไพร)

123

ชื่ออื่นเรียกตามท้องถิ่น : ภาคกลางเรียก “ฟัก ฟักขาว ฟักแฟง” ภาคอีสานเรียก “บักฟัก” ภาคใต้เรียก “ขี้พร้า” ภาคเหนือเรียก “ฟักหม่น”

ลักษณะ : ฟักเขียวเป็นไม้เถาเลื้อยตระกูลแตง ใบมีสีเขียวเป็นหยักใบหยาบ ดอกมีสีเหลือง ผลเป็นรูปกลมยาวขนาดปานกลางถึงขนาดใหญ่ เปลือกสีเขียวมีขนอ่อนเล็กน้อย เนื้อในจะมีสีขาว เนื้อแน่น ฉ่ำน้ำ ตรงกลางมีเมล็ด ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปลูกได้ในดินร่วนปนทรายระบายน้ำได้ดี เป็นผักที่มีอายุการปลูกสั้น ปลูกเพียง 3 เดือนก็สามารถเก็บผลผลิตได้แล้ว ฟักเขียวเป็นผักพื้นบ้านที่รู้จักกันดีในสมัยก่อน และได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบัน เพราะถือได้ว่าเป็นผักสวนครัวชนิดหนึ่งที่ปลูกง่าย หาได้ง่าย และลงทุนน้อยโดยไม่พึ่งสารเคมี เป็นผักชนิดแรกที่เด็กเริ่มหัดกิน ยิ่งเด็กแรกเกิดเมื่อได้กินแล้วก็จะดีมาก เพราะจะช่วยในเรื่องระบบย่อยอาหารให้แก่เด็กได้ แถมช่วยบำรุงร่างกายได้อย่างดีอีกด้วย เราจะเห็นฟักเขียวได้ทั่วไปตามท้องตลาด และเป็นผักที่สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นอย่างดี แถมมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย

สรรพคุณ : คนไทยจะนำผลฟักเขียวมาประกอบอาหารโดยการใส่ในแกง ต้ม ผัดต่างๆ บ้างทำเป็นขนมหวานในเทศกาล แต่เมนูยอดนิยมคงจะเป็นแกงเขียวหวานไก่ฟักเขียว แกงจืดฟักต้มกับไก่ แกงเลียง ฟักเขียวผัดกับหมูใส่ไข่ ฟักเชื่อม รวมถึงยอดอ่อนที่นำมาลวก หรือต้มกะทิ กินกับน้ำพริกได้ มีรสชาติอร่อยไม่แพ้ผักอื่นเหมือนกัน
ทั่วโลกใช้ผลฟักเขียวกินได้ทั้งดิบและสุก ใช้เป็น ผัก ดอง ปรุงแกงเผ็ด หรือกวนแยม กินได้ทั้งผลอ่อนและผลแก่
ผลอ่อนจะรสเข้มกว่าผลแก่ เนื้อผลจะมีน้ำมาก สามารถเก็บรักษาผลได้นานเป็นเดือนหรือค่อนปี เพราะมีขี้ผึ้งเคลือบอยู่ภายนอก ใบอ่อนและตาดอกกินโดยการนึ่งใช้เป็นผัก หรือใส่ในแกงจืดเพิ่มรสชาติ เมล็ดทำให้สุกแล้วกินได้ อุดมไปด้วยน้ำมันและโปรตีน

สรรพคุณทางยา :
ใบ แก้ฟกช้ำ แก้พิษผึ้งต่อย ช่วยรักษาบาดแผล แก้โรคบิด แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้บวมอักเสบมีหนอง
ผล ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ไอ แก้ธาตุพิการ แก้โลหิตเป็นพิษ บวมน้ำ หลอดลมอักเสบ
เมล็ด ใช้ลดไข้ แก้ริดสีดวงทวาร แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้ไตอักเสบ บำรุงผิว ละลายเสมหะ
ราก ต้มดื่มแก้ไข้ แก้กระหายน้ำ ถอนพิษ
เถาสด รสขมเย็น ใช้รักษาริดสีดวงทวาร มีไข้สูง
เปลือก เป็นยาแก้บวม ขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย แผลบวมอักเสบ มีหนอง
ในตำรายาจีนบอกว่า เปลือกชั้นนอกของฟักเขียว ที่ตากแดดให้แห้งแล้วนำมารวมกับ เยื่อหุ้มถั่วแระ เต็งซัมฮวย (ดอกต้นกก) น้ำตาลกรวด นำมาล้างรอให้สะเด็ดน้ำจนแห้งใส่ในหม้อดิน เติมน้ำพอประมาณ ต้มด้วยไฟแรงประมาณ 1 ชั่วโมง กรองเอาน้ำแช่ตู้เย็นเก็บไว้จะเป็นยา ขับปัสสาวะ แก้บวม บำบัดอาการบวมน้ำ ขัดเบา แก้ร้อนใน คอแห้ง ทุก ส่วนของฟักเขียวนอกจากจะเป็นยารักษาโรคแล้ว ส่วนที่นำมาเป็นอาหารยังให้คุณค่าทางโภชนาการที่ดีเยี่ยม ซึ่งประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน แคลเซียมฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอาซิน และวิตามินซี ที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย