‘สุขภาพดี’

6 วิธีเพิ่มไอคิว

Wednesday 15 September 2010



1. ช็อกโกแลตช่วยได้
ดื่ม ช็อกโกแลตร้อนๆ คุณจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเหมือนได้ไปเป็นเด็กอีกครั้ง ลองเปลี่ยนจากกาแฟ มาเป็นช็อกโกแลต จะช่วยให้สมองมีพลังวังชาขบคิดปัญหาเครียดได้ดีทีเดียว สารฟลาโวนอยด์ในช็อกโกแลต เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในช็อกโกแลต ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองได้นานถึง 3 ชั่วโมง ข้อ ดีของช็อกโกแลตคือ ช่วยฟื้นฟูการทำงานของสมองในช่วงที่การรับรู้ของคนเราจะแย่ลง เช่น ในขณะที่เหนื่อยล้าหรือนอนน้อย ยิ่งถ้าเป็นดาร์ค(dark)ช็อกโกแลตก็จะยิ่งมีฟลาโวนอยด์เข้มข้นขึ้น ลองซดช็อกโกแลตอุ่นๆ สักแก้วก่อนเข้าประชุม 10 โมงเช้ารับรองว่าสมองคุณจะแล่นปรู๊ดปร๊าดเลยเชียวล่ะ ลองดูนะคะ

2. ดนตรีกล่อมสมอง
“ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดาลเป็นคนชอบกลนัก” การฟังดนตรีสุดโปรดไม่ว่าจะเป็นแนวไหนก็ตาม ล้วนส่งผลเชิงบวกต่อการรับรู้ วารสาร Nature รายงานว่า ถ้าให้ผู้เข้าทดสอบฟังเพลง 10 นาทีก่อนทำแบบทดสอบ พวกเขาจะทำคะแนนได้ดีขึ้น เห็นได้ชัดว่าดนตรีมีส่วนอย่างมากต่อการเพิ่มระดับไอคิว ทีนี้คุณก็มีข้ออ้างในการควักกระเป๋าลงทุนกับเครื่องเสียงแจ่มๆ ที่ไพเราะเสนาะหูแล้วสิ

3. นั่งให้ปลอดโปร่ง
คุณเคยไหม ยิ่งนั่งจมปลักอยู่ที่เก้าอี้ทำงานนานๆ สมองยิ่งตีบตันคิดอะไรไม่ออก เคล็ดลับที่ช่วยให้สมองโปร่งคือการนั่งเก้าอี้แสนสบาย เก้าอี้นั่งที่ไม่ค่อยสบายทำให้ความคิดของคุณโดนปิดกั้นไปด้วย คนส่วนใหญ่ต้องเจอปัญหาเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นผลจากการนั่งผิดท่า การ บีบอัดกระดูกสันหลังด้วยการนั่งหลังค่อม ขณะใช้แป้นคีย์บอร์ดจะทำให้เส้น เลือดที่ไปเลี้ยงสมองหดตัว ผลคือสมองคุณจะขาดออกซิเจน ดังนั้นการเลือกเก้าอี้ทำงานดีๆ สักตัวที่ช่วยให้คุณนั่งยืดหลังตรงได้ขณะทำงาน จึงสำคัญมาก

4. พลังจากเนื้อ
ถ้าท้องคุณร้องโครกครากดังเซ็งแซ่ การหม่ำเบอร์เกอร์ดีๆ เติมกระเพาะและพลังงานให้สมองย่อมช่วยได้ นักโภชนาการ แนะว่า “เนื้อลูกแกะอุดมไปด้วยธาตุเหล็กและวิตามินบี 12 ซึ่ง ดีต่อการฟื้นฟูสมองที่อ่อนล้าให้กลับมากระปรี้กระเปร่า และถ้าได้แซมไข่แดงลงไปในเบอร์เกอร์ คุณจะได้โคลีนไปเสริมสร้างการรับรู้ของสมอง ส่วนผักต่างๆ จะช่วยป้องกันการเกิดภาวะเครียดจากการที่ ร่างกายมีสารอนุมูลอิสระมากเกินไป”

5. กินหนึ่งได้ถึงสอง
สำหรับใครที่เลือกอาหารเสริมเป็นครีเอทีนขอบอกว่าคุณตาแหลมมาก เพราะผลการศึกษาครั้งใหม่พบว่า ครี เอทีนไม่ใช่แค่ดีกับกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อสมองของคุณ เพราะทั้งช่วยเสริมสร้างสมาธิ และความสามารถในการประมวลผลข้อมูลและตัวเลข ต่างๆ เพิ่มพลังให้สมองสามารถรับมือกับงานด้านการคำนวณ ตลอดจนกระบวนการคิดต่างๆ ให้ดีขึ้น

6. หลับฟื้นความจำ
ข่าวดีสำหรับคนชอบนอน เพราะการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอทำให้คุณฉลาดขึ้น การ นอนหลับพักผ่อนช่วยกระตุ้นให้คุณดึงความทรงจำ ในเรื่องที่พึ่งเรียนรู้ไปไม่ นานกลับคืนมาได้ แม้ว่าความทรงจำนั้นจะถูกแทนที่ด้วยข้อมูลใหม่ๆ ไปแล้วหลายชั่วโมงก็ตาม พูดง่ายๆ คือ ความทรงจำในสมองไม่แตกแถวนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก : http://gotoknow.org

กินดี มีสุข ลดทุกข์จากมะเร็ง

Sunday 5 September 2010



ภาวะ โภชนาการที่ดี เป็นพื้นฐานที่สำคัญของสุขภาพ เพราะร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นปัจจัยที่สำคัญ จะนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จอย่างมี ความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

หลัก การที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ชีวิตมีสุขภาพแข็งแรงดี คือการรับประทานอาหารอย่างถูกต้องตามหลักโภชนาการอย่าง หลากหลายและถูกส่วน เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ มีการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และมีจิตใจที่ร่าเริง มองโลกในแง่ดี

สาร อาหารที่จำเป็นต่อร่างกายนั้นมีมากกว่า 50 ชนิด แบ่งออกเป็น 6 หมวด ตามลักษณะของเคมีและหน้าที่ที่มีต่อร่างกายที่คล้ายคลึงกันคือ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และน้ำเกลือ แม้สารอาหารแต่ละชนิดมีหน้าที่ต่อร่างกายแตกต่างกัน และร่างกายมีความต้องการ สารอาหารแต่ละชนิดในปริมาณที่ต่างกัน แต่สารอาหารทุกตัวทำหน้าที่ร่วมกันในการรักษาสุขภาพ ดังนั้น ถ้าเราบริโภคอาหารในปริมาณที่เหมาะสมและมีความสมดุลแล้ว อาหารก็จะทำหน้าที่ทั้งด้านการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค และรักษาโรคได้พร้อม กัน

บริโภค นิสัยที่ดีเป็นพื้นฐาน ที่สำคัญที่สุดในการสร้างภาวะสุขภาพจิตที่ดีอย่างถาวร เพราะอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสมกับเพศ วัย การดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวันและสภาวะของร่างกายเท่านั้น จึงจะสามารถป้องกันโรคและการสร้างภาวะโภชนาการที่ดีได้ ดังนั้น จึงต้องระลึกอยู่ตลอดเวลาว่าอาหารที่ดีคือ อาหารที่มีไขมันต่ำ โดยเฉพาะต้องมีไขมันอิ่มตัวต่ำ มีคอเลสเตอรอลต่ำ และมีวิตามิน เกลือแร่และเส้นใยอาหารสูง

วิธี การปฏิบัติตัวง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันเพื่อให้ได้สารอาหารที่มีลักษณะดังกล่าวข้างต้นคือ การรับประทานอาหารที่มีความหลากหลายตามแนวทางต่อไปนี้

1. รับประทานอาหารหมวดข้าว แป้ง ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว มากกว่าหมวดอื่น ๆ เพราะเป็นแหล่งพลังงานในชีวิตประจำวัน อาหารกลุ่มนี้เป็นแหล่งสำคัญของวิตามินบี 1 บี 2 และวิตามินอี ไนอะซิน และเกลือแร่ เช่น แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม สังกะสี และสารไฟโตเคมิคัล ควรเลือกรับประทานที่ถูกต้อง ควรเลือกชนิดที่มีกากใยอาหารสูง เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวิท ข้าวโอ๊ต จมูกข้าวสาลี เป็นต้น เพื่อให้ได้ใยอาหารซึ่งเป็นส่วนกากของพืชด้วย

2. รับประทานผักให้ได้อย่างน้อยวันละ 3-5 ส่วน และต้องมีความหลากหลาย ทั้งผักสีเหลือง เขียวและเขียวจัด ผักเป็นแหล่งสำคัญของวิตามินและเกลือแร่ต่าง ๆ เช่น วิตามิน บี 2 วิตามิน บี 6 กรดโฟลิก แมกนีเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก ทองแดง และโพแทสเซียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น เบต้าแคโรทีน วิตามินอี และวิตามินซี สารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยชะลอความแก่ของร่างกายและผิวพรรณ ป้องกันโรคหัวใจ โรคข้อเสื่อม เพิ่มภูมิต้านทานและป้องกันโรค โพแทสเซียมช่วยลดความดัน แคลเซียมป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน ธาตุเหล็กป้องกันโรคโลหิตจาง นอกจากนี้ในผักยังอุดมด้วยเส้นใยอาหารและสารไฟโตเคมิคัล (Phytochemicals) ที่ช่วยป้องกันมะเร็งได้หลายชนิด เช่น ถั่วเหลืองมีสารไรโซฟลาโวน ป้องกันมะเร็งเต้านม มะเขือเทศมีไลโตปิน ป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก กรดไขมันไม่อิ่มตัวในถั่วเหลืองช่วยลดคอเลสเตอรอล

3. รับประทานผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ชนิด ผลไม้เป็นแหล่งของเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี กรดโฟลิก โพแทสเซียม เส้นใยอาหารและสารไฟโตเคมีคัล ถึงแม้สารอาหารในผักและผลไม้จะมีความคล้ายคลึงกัน จนบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาจัดอาหาร 2 หมู่นี้ไว้ด้วยกัน แต่ผักจะมีเกลือแร่สูงกว่าผลไม้ และผลไม้มีวิตามินสูงกว่าผัก ผลไม้ที่มีสีเหลือง-ส้ม เช่น มะละกอ ส้ม สับปะรด มะม่วงสุก แคนตาลูป จะมีวิตามินเอและซีสูง ฝรั่ง องุ่น และพุทรา มีวิตามิน ซีสูง

4. รับประทานอาหารหมวดเนื้อสัตว์ในปริมาณที่จำกัดเพื่อลดคอเลสเตอรอล เนื้อสัตว์มีปริมาณไขมันอิ่มตัวสูงจึงควร เลือกเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา นอกจากนั้นโปรตีนใน ปลาเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย เหมาะกับผู้สูงอายุ และเพื่อป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนควรดื่มนมวันละ 1 แก้วทุกวัน

5. รับประทานอาหารประเภทไขมัน ขนมหวาน รวมทั้งน้ำสลัด ครีม เนย น้ำตาล น้ำอัดลม ลูกอม และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์ ไวน์) ให้น้อยที่สุดเพราะ เป็นอาหารที่ให้พลังงานและไขมันสูง เพิ่มน้ำหนักตัวได้มากแต่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายน้อยที่สุด การจำกัดอาหารหมวดนี้จะช่วยร่างกายป้องกันความอ้วน และโรคที่จะมากับความอ้วน เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน

สุขภาพเป็นสิ่งที่ต้องสร้างด้วยตนเอง ดังนั้นความสำคัญจึงอยู่ที่เมื่อรู้ แล้วเราจะปฏิบัติหรือไม่เท่านั้น

ส่วนอาหารที่สามารถช่วยต้านอนุมูลอิสระและช่วยต้านมะเร็ง ได้แก่

1. วิตามินเอ ทั้งในรูปเรตินอลที่ได้จากสัตว์ น้ำมันตับปลา และเบต้าแคโรทีน ที่ได้จากผลไม้สีส้มหรือผักใบเขียวแก่ สามารถช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดมะเร็ง หรือชะลออัตราการเกิดมะเร็งได้

2. วิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 การ ขาดวิตามินบี 1 และบี 2 จะกระตุ้นเอนไซม์ในตับและไตให้มีสูง ซึ่งเอนไซม์เหล่านี้จะทำให้สารก่อมะเร็งไปทำปฏิกิริยากับดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอ และโปรตีนในเซลล์กลายเป็นมะเร็งในที่สุด

3. วิตามินซี สามารถป้องกันไม่ให้เกิดสารก่อมะเร็งกลุ่มไนโตรซามีน ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาของไนไตรท์กับอะมีนใน กระเพาะอาหารที่มีภาวะเป็นกรด

4. วิตามินอี จะจับกับอนุมูลอิสระทำให้ ดีเอ็นเอไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเซลล์มะเร็ง ภาวะขาดวิตามินอีร่วมกับการบริโภคกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง จะทำให้การทำงานของ ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง ส่งผลให้การป้องกันการเกิดมะเร็งลดลงและเกิดเป็นมะเร็งง่ายขึ้น

5. ใยอาหาร คือ ส่วนของอาหารที่ไม่ถูกย่อยด้วยน้ำย่อยในทางเดินอาหาร จึงเหลือเป็นกากใยอาหาร ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของอุจจาระ กากใยอาหารจะช่วยดูดซับอนุพันธ์ของกรดน้ำดี เกลือน้ำดี และสารก่อมะเร็งอื่น ๆ ช่วยป้องกันสารก่อมะเร็งไม่ให้สัมผัสผิวลำไส้นาน และลดการดูดซึมสารก่อมะเร็งเข้าสู่เยื่อบุผิวลำไส้

6. ซีลีเนียม เป็นส่วนประกอบสำคัญของเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ป้องกันการทำลายของเซลล์ โดยป้องกันไม่ให้ดีเอ็นเอถูกทำลาย และช่วยในกระบวนการซ่อมแซมดีเอ็นเอที่ถูกทำลายแล้วบางส่วน ซึ่งมีการวิจัยพบว่าอาหารที่มีซีลีเนียมสูง สามารถยับยั้งการเกิดมะเร็งเต้า นม มะเร็งลำไส้ใหญ่

อาหารที่มีซีลีเนียมสูง ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ จมูกข้าวสาลี รำข้าว ปลาทูน่า กระเทียม ไข่ เห็ด หัวหอม หน่อไม้ฝรั่ง บรอกโคลี มะเขือเทศ

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก : http://www.horapa.com