‘โรคมะเร็ง’

โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

Tuesday 2 February 2010



โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

มะเร็งกระเพาะอาหาร
1) ตำแหน่งของมะเร็งและการพัฒนาของโรค :
มะเร็งในกระเพาะอาหารนั้นพัฒนาขึ้นจากบริเวณผนังกระเพาะอาหารส่วนใดส่วนหนึ่ง
แล้วแพร่กระจายไปทั่วกระเพาะอาหาร
และต่อเนื่องไปสู่อวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ, ลำไส้และตับอ่อน
ไปสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงเข้าสู่ปอดและรังไข่ โดยทั่วไป
จะเริ่มจากการเป็นกระเพาะอาหารอักเสบ
ทำให้เนื้อเยื่อต่างๆมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติและอาจกลายเป็นมะเร็งต่อไป

2) การแพร่กระจายของโรค :
โรคนี้เป็นที่รู้จักมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล
เหยื่อของโรคร้ายนี้ที่มีชื่อเสียงที่สุดน่าจะเป็นองค์จักรพรรดิ์นโปเลียน มะเร็งประเภท
นี้เป็นเฉพาะในประเทศที่ “ เจริญ ” แล้ว ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับอาหารที่รับประทาน
จะพบได้น้อยมากในประเทศที่มีนิสัยใน
การรับประทานอาหารแคลอรี่ต่ำ เช่น ญี่ปุ่น จีนและประเทศแถบตะวันออกไกล
ในสหรัฐอเมริกาพบคนไข้โรคนี้ประมาณ 25,000 คนต่อปี เสียชีวิตด้วยโรคนี้ถึง
14,000 คนต่อปี โดยปีที่ผ่านมามีอัตราลดลง
ถึง 50% เทียบกับเมื่อ 40 ปีที่แล้ว

3) ปัจจัยเสี่ยง :
โรคมะเร็งกระเพาะอาหารนี้พบได้ยากในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปี โดยเฉลี่ยอยู่ที่อายุ 70
ปี โดยเพศหญิงจะเป็นโรคนี้น้อยกว่า
เพศชายถึง 1 ต่อ 3

มะเร็งประเภทนี้มักจะเกี่ยวเนื่องกับอาหารโดยเฉพาะอาหารหมักดองที่มีเกลือและ
ไนเตรทสูง นอกจากนี้แบคทีเรีย
Helicobacter pylori เป็นแบคทีเรียที่กระตุ้นการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร
การรับประทานผักและผลไม้จะช่วยป้องกัน
โรคนี้ได้
โดยการเก็บอาหารในลักษณะแช่แข็งแทนการหมักดองเกลือเช่นในสมัยก่อนและการ
ลดการบริโภคเนื้อเค็ม
ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งนี้ได้

4) ลักษณะอาการ :
- เจ็บปวดหรือรู้สึกไม่สบายที่บริเวณท้องส่วนบนและส่วนกลาง อาหารไม่ย่อย
- น้ำหนักลด อ่อนเพลีย และเหนื่อยล้า
- มีภาวะโลหิตจาง อาเจียนเป็นเลือด คลื่นไส้และอาเจียน
อุจจาระเป็นเลือดเนื่องจากมีเลือดออกที่บริเวณก้อนเนื้อ

5) การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร :
- การถ่ายภาพภายในกระเพาะอาหาร, การทำอัลตร้าซาวด์ หรือสแกน
- การส่องกล้องเข้าไปตรวจดูกระเพาะอาหารโดยตรง พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อ
- การตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็ง CEA และ CA 19-9

6) การบำบัดรักษาโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร :
เนื่องจากมะเร็งประเภทนี้ยากที่จะตรวจพบได้ในระยะแรกเริ่ม
การทำนายการเกิดของโรคจึงกระทำได้ยากมาก การบำบัดรักษา
สามารถทำได้โดยวิธีการต่างๆดังนี้
- การผ่าตัดที่บริเวณกระเพาะอาหาร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาด, ตำแหน่ง, การแพร่กระจาย,
ระยะความรุนแรงของมะเร็ง และอาการ
ของคนไข้ โดยสามารถผ่าตัดออกได้ทั้งหมดหรือเฉพาะบางส่วน
- การฉายรังสีจะกระทำในกรณีที่ก้อนเนื้อไม่สามารถผ่าออกได้
นอกจากนี้ยังนำมาใช้เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวดหรือภาวะ
อุดตันต่างๆ
- การใช้เคมีบำบัด และภูมิคุ้มกันบำบัด ( Immunotherapy)

7) การตรวจติดตามผลหลังการรักษา :
หลังจากการรักษา
ควรตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็งเพื่อติดตามการเติบโตของเซลล์มะเร็งที่อาจเกิดซ้ำ

8). การป้องกัน :
- ควรรับประทานอาหารที่มีเกลือในปริมาณน้อยๆ
- ควรเฝ้าระวังเมื่อมีแผลในกระเพาะอาหาร
- ควรรักษาอาการติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย Helicobacter pylori ให้หายเป็นปกติ
- หมั่นตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็งโดยเฉพาะตัวบ่งชี้ CEA และ CA 19-9

การตรวจเลือดเบื้องต้นเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็งนั้นทำได้โดยการตรวจ Biomarker C12
แนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกปี เพื่อ
ความสุขใจของตัวคุณและครอบครัว

โรคมะเร็งตรวจพบได้ เริ่มต้นที่ตัวคุณวันนี้

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : http://www.screenoncancer.com

โรคมะเร็งลำใส้ใหญ่

Monday 1 February 2010



โรคมะเร็งลำใส้ใหญ่

มะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งลำไส้ใหญ่พบบ่อยในผู้ใหญ่ มะเร็งส่านใหญ่รักษาหายขาดถ้าสามารถวินิจฉัยได้เร็ว และรักษาเร็วมะเร็งลำไส้ ใหญ่ก็เช่นกัน ดังนั้นท่านผู้อ่านควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่

มะเร็งคืออะไร
ร่างกายประกอบด้วยเซลล์เป็นจำนวนมาก ปกติเซลล์จะแบ่งตัวตามความต้องการของร่างกาย เช่น มีการผลิตเม็ดเลือดแดงเพิ่มเมื่อมีการเสียเลือด มีการผลิตเม็ดเลือดข้าวเพิ่มเมื่อมีการติดเชื้อ เป็นต้น แต่มีเซลล์ที่แบ่งตัวโดยที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้เกิดเป็นเนื้องอก Tumor ซึ่งแบ่งเป็น Benign และ Malignant

* Benign tumor คือเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็งสามารถตัดออกและไม่กลับเป็นใหม่ และที่สำคัญไม่สามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น
* Malignant tumor เซลล์จะแบ่งตัวทำลายเนื้อเยื่อและอวัยวะใกล้เคียง ที่สำคัญสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ที่อยู่ไกลโดยไปตามกระแสเลือด และน้ำเหลืองเรียกว่า Metastasis

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่
สาเหตุที่แท้จริงไม่ทราบแต่มักจะพบร่วมปัจจัยต่างๆดังนี้
* พบมากในผู้ป่วยอายุมากกว่า 50 ปี แต่สามารถพบในอายุน้อยได้
* อาหาร ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และใยอาหารน้อย
* polyps เนื้องอกในลำไส้ใหญ่หากพบมากมีแนวโน้มเป็นมะเร็ง
* ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งรังไข่ มดลูก เต้านม มีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สูง
* ผู้ป่วยที่มีพ่อ แม่ พี่ น้องเป็นมะเร็งมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สูง
* ผู้ป่วยทีเป็นลำไส้ใหญ่อักเสบ ulcerative colitis

วิธีลดความเสี่ยง จากการค้นคว้าพบว่า การวินิจฉัยและการตัด polyps การหยุดสูบบุหรี่ การที่ได้รับ aspirin การงดสุรา และการออกกำลังกายสามารถลดความเสี่ยงลงได้

อาการของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบบ่อย
* อุจาระเหลวกับอุจาระแข็งสลับกัน บางครั้งเหมือนถ่ายไม่หมด
* เลือดปนอุจาระ
* อุจาระลำเล็กกว่าปกติ
* ท้องอืดแน่นท้องตลอดเวลา
* น้ำหนักลด
* อาเจียน

การวินิจฉัย
เมื่อแพทย์ทราบอาการของผู้ป่วยและสงสัยว่าจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่แพทย์จะซักประวัติครอบครัว ประวัติส่วนตัว หลังจากนั้นจะตรวจร่างกายทั่วไปและตรวจพิเศษเพิ่มเติมดังนี้

* ใช้นิ้วมือตรวจทางทวารหนัก โดยแพทย์จะสวมถุงมือและทาครีมหล่อลื่น แล้วตรวจเข้าทางทวารหนักเพื่อตรวจว่ามีก้อนเนื้อหรือไม่
* ตรวจหาเลือดในอุจาระ โดยให้งดเนื้อสัตว์และเลือดรวมทั้งวิตามินบำรุงเลือด3 วันแล้วนำอุจาระตรวจหากผลตรวจให้ผลบวกแสดงว่ามีเลือดทางเดินอาหาร
* การส่องกล้องมีทั้งการส่อง sigmoidoscope คือส่องดูแค่ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น และ colonoscopy ส่องดูลำไส้ใหญ่ทั้งหมด
* การสวนสี barium enema โดยการสวนสารทึบรังสีเข้าในลำไส้ใหญ่แล้ว x-ray ดูลำไส้ใหญ่
* การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ biopsy อาจจะตัดชิ้นเนื้อขณะส่องกล้อง หรือตรวจหลังจากทราบผล x-ray

การแบ่งระยะของโรค
หลังจากวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้ว แพทย์จะแบ่งระยะของโรคโดยแบ่งตามการแพร่กระจายของโรคดังนี้
1. Stage 0 คุณเป็นคนที่โชคดีเป็นโรคมะเร็งในระยะเริ่มต้น มะเร็งอยู่เฉพาะผิวของลำไส้
2. Stage 1 มะเร็งอยู่เฉพาะผนังลำไส้ ยังไม่แพร่ออกนอกลำไส้
3. Stage 2 มะเร็งแพร่ออกนอกลำไส้แต่ยังแพร่ไม่ถึงต่อมน้ำเหลือง
4. Stage 3 มะเร็งแพร่ไปต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง แต่ยังไม่แพร่ไปยังอวัยวะอื่น
5. Stage 4 มะเร็งแพร่ไปอวัยวะอื่นโดยมากไปยังตับและปอด
6. Recurrent เป็นมะเร็งซ้ำหลังจาการรักษา

การรักษา มีการรักษาได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับสุขภาพ ตำแหน่ง ขนาด และระยะของโรค
1. การผ่าตัด แพทย์จะตัดเนื้อร้ายทั้งหมดร่วมกับเนื้อดีบางส่วน โดยมากแพทย์สามารถต่อลำไส้ได้แต่บางราย ไม่สามารถต่อลำไส้ได้แพทย์จะเปิดลำไส้ไว้ที่ผนังหน้าท้อง ถ่ายอุจาระทางหน้าท้องโดยมีถุงรองรับอุจาระ
2. การให้เคมีเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งที่เหลือจากการผ่าตัด
3. การให้รังสีรักษา โดยมากจะให้ก่อนผ่าตัดเพื่อลดขนาดของเนื้อร้าย หรือให้หลังการผ่าตัดเพื่อทำลายเซลล์เนื้อร้ายที่เหลือ
4. Biological therapy คือการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง

หลังการรักษาควรไปตรวจตามแพทย์นัด เพื่อตรวจดูว่ามะเร็งกลับเป็นซ้ำหรือไม่ เพื่อที่จะให้การรักษาได้อย่างรวดเร็ว โดยแพทย์จะตรวจร่างกาย ตรวจหาเลือดในอุจาระ x-ray เจาะเลือดตรวจ

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : อโรคาปาร์ตี้ วาไรตี้ไม่มีโรค www.mcot.net